Services Information for About Us Contact Us
Volume 57, Number 12, 2005
“พยาธิ (ความเจ็บไข้)” หรือ “พยาธิ (ปรสิต)” – ความสับสนที่ยังคงอยู่[ “Phayathi (Disease)” or “Phayat (Parasite)” – The Ongoing Confusion*]
Sanya Sukpanichnant, M.D.
Department of Pathology, Faculty of Medicine Siriraj Hospital, Mahidol University, Bangkok 10700, Thailand.
Download:

Keywords: “Phayathi (Disease)” or “Phayat (Parasite)” – The Ongoing Confusion*
Page: 575 - 579


ความสับสนในการอ่านคำว่า “พยาธิ”

“ พยาธิ ” เป็นคำพ้องที่มีอักษรนำซึ่งมีพยัญชนะ 2 ตัวร่วมอยู่ในสระตัวเดียวกันคือ “ พ ” และ “ ย ” ร่วมอยู่ในสระอาตัวเดียวกัน พยัญชนะทั้งสองนั้นประสมกันไม่สนิทกลมกลืนเหมือนอักษรควบแท้ เพราะออกเสียงคล้ายกับเป็น 2 พยางค์ ฟังดูคล้ายกับมีเสียงสระอะดังออกมาแผ่วๆ ตามที่แสดงไว้ในตำราหลักภาษาไทยของกำชัย ทองหล่อ 1 ซึ่งนิยมอ่านว่า “ พฺยา-ทิ ” หรือ “ พฺยาด ” เช่นเดียวกับการอ่านอักษรนำคำอื่น เช่น กฺนก ขฺนม เป็นต้น มากกว่าอ่านตามที่แสดงไว้ในตำราเล่มเดียวกันเกี่ยวกับการอ่านคำพ้อง ซึ่งหมายถึงคำที่มีรูปร่างเหมือนกัน แต่อ่านต่างกันและมีความหมายต่างกันด้วย โดยอ่านว่า “ พะ-ยา-ทิ ” ถ้าแปลว่า "ความป่วยไข้ ” หรืออ่านว่า “ พะ-ยาด ” ถ้าแปลว่า ตัวเชื้อโรคจำพวกหนึ่ง เช่น ตัวพยาธิ หรือแปลว่า โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง เช่น โรคพยาธิ เป็นต้น 1 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 2 และพจนานุกรมฉบับมติชน 3 ได้แสดงการอ่านของคำ “ พยาธิ ” นี้ในลักษณะเดียวกัน คือ

- ถ้าอ่านว่า “ พะ-ยา-ทิ ” แปลว่า ความเจ็บไข้ มีที่มาจากคำภาษาบาลี “ พฺยาธิ ” หรือ “ วฺยาธิ ”

- ถ้าอ่านว่า “ พะ-ยาด ” แปลว่า ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังซึ่งอย่างน้อยในระยะหนึ่งของชีวิตจะเป็นปรสิตอยู่ในมนุษย์และสัตว์ ชนิดตัวแบน เช่น พยาธิใบไม้ พยาธิตัวตืด ชนิดตัวกลมหรือหนอนพยาธิ เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย พยาธิแส้ม้า ไม่ปรากฏที่มาของคำในความหมายนี้ และไม่มีความหมายของโรคผิวหนังปรากฏให้เห็น

เมื่อพิจารณาในเรื่องตัวสะกดแล้วจะทราบว่า “ พยาธิ ” ไม่ใช่คำไทยแท้ เพราะตัวสะกดในคำไทยแท้จะไม่มีรูปสระปรากฏเลย แต่ถ้าเป็นตัวสะกดในคำที่มาจากบาลีและสันสกฤต จะมีรูปสระกำกับหรือไม่มีก็ได้สุดแต่รูปศัพท์เดิม ตัวสะกดที่มีรูปสระนั้น บางตัวก็ออกเสียง บางตัวก็ไม่ออกเสียง 1 ดังนั้นในกรณีของคำว่า “ พยาธิ ” นั้นมีทั้ง 2 แบบแล้วแต่ความหมายตามที่ได้แสดงไว้ข้างต้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่ผู้อ่านต้องทราบว่า “ พยาธิ ” ที่ปรากฏนั้นมีความหมายอย่างไร ส่วนใหญ่แล้วต้องอาศัยคำห้อมล้อมหรือที่เรียกว่า “ บริบท ” เช่น “ พยาธิสภาพของโรคนี้เกิดจากตัวพยาธิที่ไชเข้าไปในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น ” ซึ่ง “ พยาธิสภาพ" ต้องอ่านว่า “ พะ-ยา-ทิ-สะ-พาบ ” เป็นคำที่รู้จักกันดีในหมู่แพทย์ว่าหมายถึง “pathologic lesion” หรือ “pathologic feature” คำนี้มีปรากฏในพจนานุกรมฉบับมติชน แปลว่า “ สภาวะที่ป่วยไข้ ” 3 แต่ไม่ปรากฏในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 2 อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประเสริฐ ปาจรีย์ อดีตหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. 2524-2528) ได้อธิบายความหมายของ “ พยาธิสภาพ ” ไว้ในหนังสือสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตสถาน เล่ม 20 ดังนี้ “ ลักษณะที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกายผู้ป่วยเจ็บ หรือเป็นโรคเปลี่ยนแปลงผิดปรกติไป ” 4 ส่วนคำว่า “ ตัวพยาธิ ” นั้นมีความชัดเจนในการอ่านว่า “ พะ-ยาด ” โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ตัวอย่างอีกประโยคคือ “ ในอดีตมักได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เรียกความเจ็บป่วยว่าโรคาพยาธิ แต่ถ้ามีคนป่วยเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง อาจบอกว่าป่วยเป็นโรคพยาธิ ” “ พยาธิ ” ในคำว่า “ โรคาพยาธิ ” นั้นไม่มีปัญหาในการอ่านเพราะปรากฏในพจนานุกรมทั้งสองเล่มให้อ่านว่า “ โร-คา-พะ-ยา-ทิ ” ซึ่งแปลว่าความเจ็บไข้ แต่ที่จะมีปัญหาได้คือ “ พยาธิ ” ในคำว่า “ โรคพยาธิ ” เพราะไม่ปรากฏในพจนานุกรมทั้งสองเล่ม ต่างจากตำราเก่าที่ปรากฏความหมายของ “ พยาธิ ” ที่แปลว่าโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ดังเช่นตำราหลักภาษาไทยของกำชัย ทองหล่อ 1 ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2495 หรือปทานุกรม กรมตำรา กระทรวงธรรมการ ซึ่งพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2470 5 ดังนั้นคำว่า “ โรคพยาธิ ” ต้องอ่านว่า “ โรค-พะ-ยาด ”

อย่างไรก็ดี ปรากฏคำว่า “ พยาธิ์กา ” และ “ พยาธิ์ลม ” ในพจนานุกรมฉบับมติชน แปลว่า “ โรคอย่างหนึ่ง ทำให้หนังกำพร้าดำทั้งตัว ” และ “ โรคอย่างหนึ่ง ผิวกายจะขาวและเป็นเม็ดกลม ” ตามลำดับ 3 ซึ่งเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งตามที่มีใช้ในอดีตดังที่ได้แสดงข้างต้น แต่ให้สังเกตว่ามีทัณฑฆาตกำกับไว้เบื้องบนสระอิ คำว่า “ พยาธิ์ ” ที่มีทัณฑฆาตกำกับไว้เบื้องบนสระอินั้นนิยมเขียนในสมัยหนึ่งเมื่อต้องการให้แปลว่าเป็นตัวพยาธิโดยไม่ต้องเขียนคำว่า “ ตัว ” ไว้ข้างหน้า ตามที่ได้แสดงไว้ในบทความเรื่อง “ พยาธิวิทยา (pathology)” – คำที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรมไทย 6 คำว่า “ พยาธิ์ ” ที่มีทัณฑฆาตกำกับนั้นปรากฏเป็นครั้งแรกในบทความทางวิชาการเรื่อง “ โรคพยาธิ์ปากขอ ” (มีทัณฑฆาตกำกับ) โดยนายแพทย์บารนส์ (Barnes) ซึ่งตีพิมพ์ในจดหมายเหตุทางแพทย์ของสภากาชาดสยามปีแรก (พ.ศ. 2461) 7 พยาธิแพทย์ (pathologist อ่านว่า “ พะ-ยา-ทิ-แพด ” ) คนไทยคนแรกที่มีชื่อเสียงอย่างมากจากการศึกษาวงจรชีวิตของพยาธิตัวจี๊ดคือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เฉลิม พรมมาส ปรมาจารย์ทางปรสิตวิทยา ยังใช้คำว่า “ พยาธิ์ ” ที่มีทัณฑฆาตกำกับในบทความภาษาไทยชิ้นแรกของท่านคือ “ การปราบโรคพยาธิ์ปากขอที่เกาะตรินิแดด (Trinidad)” ซึ่งตีพิมพ์ในจดหมายเหตุทางแพทย์ของสภากาชาดสยามเมื่อปี พ.ศ. 2466 8 แต่ครั้นปทานุกรม กรมตำรา กระทรวงธรรมการ ซึ่งพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2470 5 กำหนดให้เขียน “ พยาธิ ” เพียงอย่างเดียว ท่านได้เขียนตามที่ปทานุกรมกำหนดในบทความเรื่อง “ โรคพยาธิตับ ปอด และมะดูราฟุต ” ซึ่งตีพิมพ์ในจดหมายเหตุทางแพทย์ของแพทยะสมาคมแห่งกรุงสยาม (มีสระอะกำกับ) เมื่อปี พ.ศ. 2471 9 แต่แพทย์หลายท่านโดยเฉพาะพยาธิแพทย์ในสมัยนั้นยังคงนิยมเขียนคำว่า “ พยาธิ์ ” ที่มีทัณฑฆาตกำกับ ไม่ว่าจะเป็นบทความเรื่อง “ พยาธิ์ปล้อง (cestodes)” โดยขุนศรีภิษัช ซึ่งตีพิมพ์ในจดหมายเหตุทางแพทย์ของแพทยสมาคมแห่งกรุงสยาม (ไม่มีสระอะกำกับแล้ว) เมื่อปี พ.ศ. 2478 10 บทความเรื่อง “ โรคพยาธิ์ตัวจี๊ด, วงจรชีวิตของพยาธิ์ตัวจี๊ด และการติดต่อ ( Gnathostomiasis: the life-cycle of Gnathostoma spinigerum and methods of transmission)” โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ สวัสดิ์ แดงสว่าง ปรมาจารย์ทางปรสิตวิทยาอีกท่านหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์ในจดหมายเหตุทางแพทย์ฯ ในปี พ.ศ. 2480 11 แต่หลังจากนั้นแล้วบทความในจดหมายเหตุทางแพทย์ฯ ไม่ปรากฏคำว่า “ พยาธิ์ ” ที่มีทัณฑฆาตกำกับอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นบทความเรื่อง “ อาหารบางอย่างที่นำโรคพยาธิตัวจี๊ด ( Gnathostoma spinigerum ) มาสู่คน ” โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประดิษฐ์ ตัณฑ์สุรัตน์ (ภายหลังสะกด “ ตันสุรัต ” ) ซึ่งตีพิมพ์ในจดหมายเหตุทางแพทย์ฯ ในปี พ.ศ. 2481 12 หรือบทความเรื่อง “ รายงานคนไข้เด็กรายหนึ่งเป็นโรคพยาธิใบไม้ลำไส้ (a case of Fasciolopsiasis buski)” โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ สวัสดิ์ แดงสว่าง และนายแพทย์ มนตรี มงคลสมัย ซึ่งตีพิมพ์ในจดหมายเหตุทางแพทย์ฯ ในปี พ.ศ. 2484 13 แต่ในสารศิริราชฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. 2492 บทความเรื่อง “ พยาธิ์ลำไส้ตัวกลมกับศัลยกรรม ” โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประจักษณ์ ทองประเสริฐ 14 และต่อมาบทความเรื่อง “ ถุงน้ำในตับซึ่งไม่ใช่เกิดจากตัวพยาธิ์ ” โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ วีกิจ วีรานุวัตติ์ ซึ่งตีพิมพ์ในสารศิริราช ในปี พ.ศ. 2495 15 ยังคงใช้คำว่า “ พยาธิ์ ” ที่มีทัณฑฆาตกำกับอยู่ แม้ว่าพจนานุกรมส่วนใหญ่จะยึดตามปทานุกรม กรมตำรา กระทรวงธรรมการ และพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานในการเขียน “ พยาธิ ” เพียงอย่างเดียว แต่ปรากฏคำว่า “ พยาธิ์ ” ที่มีทัณฑฆาตกำกับในพจนานุกรมไทยของนาย มานิต มานิตเจริญ 16 ดังนี้ “ พยาธิ์ (พะ-ยาด) ตัวเชื้อโรคที่เข้าไปเจริญเติบโตในร่างของคนและสัตว์ มักแย่งอาหารที่คนและสัตว์กินเข้าไป ; ชื่อโรคอย่างหนึ่งที่เกิดจากผิวหนัง, เขียน “ พยาธิ ” ก็มี ” สำหรับคำว่า “ พยาธิ ” ที่ไม่มีทัณฑฆาตกำกับปรากฏในพจนานุกรมไทยเล่มนี้ดังนี้ “ พยาธิ (พะ-ยา-ทิ) ความเจ็บไข้, มักใช้ควบว่า โรคาพยาธิ ”

ตามหลักภาษาไทยนั้น ตัวการันต์หมายถึงตัวอักษรที่ไม่ต้องการออกเสียง ซึ่งตามปรกติเรียงอยู่สุดท้ายของคำ ส่วนทัณฑฆาตหมายถึงเครื่องหมายซึ่งเขียนไว้เบื้องบนตัวการันต์ สำหรับบังคับไม่ให้ออกเสียง 1 เมื่อพิจารณาคำว่า “ พยาธิ์ ” ที่มีทัณฑฆาตกำกับนั้นตามหลักดังกล่าวร่วมกับการอ่านว่า “ พะ-ยาด ” แสดงว่าเป็นการฆ่าสระอิไม่ให้ออกเสียง 18 เพียงแต่ไม่สามารถสืบค้นได้ว่าใครเป็นผู้แปลบทความภาษาอังกฤษของนายแพทย์บารนส์ (Barnes) เป็นภาษาไทยเรื่อง “ โรคพยาธิ์ปากขอ ” (มีทัณฑฆาตกำกับ) ซึ่งตีพิมพ์ในจดหมายเหตุทางแพทย์ของสภากาชาดสยามปีแรก (พ.ศ. 2461) 7 แพทย์ไทยในคณะบรรณาธิการของจดหมายเหตุทางแพทย์ของสภากาชาดสยามตั้งแต่เริ่มเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2461 ที่อาจเป็นผู้แปลบทความดังกล่าวคือ นายนาวาโท หม่อมเจ้าถาวรมงคลวงษ์ ไชยันต์ (สุดท้ายดำรงยศพลเรือตรี) ตามที่ได้แสดงไว้ในบทความเรื่อง “ พยาธิวิทยา (pathology)” – คำที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรมไทย 6 อย่างไรก็ดี ยังไม่สามารถสืบค้นหาหลักฐานยืนยันสมมติฐานดังกล่าวได้ในขณะนี้


Table 1. คำอ่านที่น่าจะถูกต้องของคำว่า “พยาธิ” ที่แสดงไว้ในหมวดคำดังกล่าวของตำราศัพท์แพทย์ไทย
“พยาธิ (พะ-ยา-ทิ)” กับ “พยาธิ (พะ-ยาด)” – คำใดปรากฏก่อนกัน

ตามที่ได้แสดงไว้ในบทความเรื่อง “ พยาธิวิทยา (pathology)” – คำที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรมไทยนั้น 6 “ พยาธิ ” ในความหมายของความเจ็บไข้ (พะ-ยา-ทิ) ปรากฏก่อน โดยพบในอักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล 17 ถ้าพิจารณาในเรื่องเหตุผลการเขียนคำว่า “ พยาธิ์ ” ที่มีทัณฑฆาตกำกับเพื่อฆ่าเสียงสระอิเมื่อแปลว่าตัวพยาธิในสมัยหนึ่งที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว คำว่า “ พยาธิ (พะ-ยา-ทิ) ” ที่แปลว่าความเจ็บไข้นั้น น่าจะปรากฏขึ้นก่อนตัวพยาธิ เหตุที่ต้องการทราบว่า “ พยาธิ ” คำใดปรากฏขึ้นก่อน และปรากฏขึ้นเมื่อใดนั้น มีความสำคัญในการอ่านและเข้าใจความหมายของคำว่า “ พยาธิ ” ที่ปรากฏในเอกสารต่างๆ ในอดีตเป็นอย่างมาก เพราะถ้าอ่านได้เพียงอย่างเดียว เช่น ต้องอ่านว่า “ พะ-ยา-ทิ ” เท่านั้นในเอกสารที่มีก่อนปี พ.ศ. 2470 ตามที่ได้แสดงไว้ในบทความเรื่อง “ พยาธิวิทยา (pathology)” – คำที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรมไทย 6 จะได้เข้าใจถูกต้องว่า “ พยาธิ ” ที่ปรากฏในเอกสารในสมัยนั้นหมายถึง ความเจ็บไข้หรือโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น ตำราศัพท์แพทย์ไทยที่จัดพิมพ์โดยสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลในหมวดที่เกี่ยวกับ “ พยาธิ ” หน้า 145-148 นั้น 19 อาจทำให้ผู้ใช้สับสนได้ว่าจะอ่านอย่างไร เนื่องจากไม่ได้ให้คำอ่านไว้ ศัพท์ภาษาอังกฤษที่อธิบายไว้ในบางคำว่าเป็นตัวพยาธินั้น ที่จริงแล้วเป็นความเจ็บไข้ชนิดหนึ่งที่เกิดจากตัวพยาธิ ซึ่งคำอธิบายที่คัดลอกมาจากเอกสารต้นฉบับใช้คำว่า “ ไส้เดือน ” บ้าง “ กิมิชาติ ” บ้าง “ อุปปาติกะ ” บ้าง หรือ “ มีตัว ” บ้าง ส่วนใหญ่มาจากหนังสือแพทย์ศาสตร สงเคราะห์ 20 ในบทว่าด้วย “ กิมิชาติและตานโจร ” (ตานขโมยในความหมายปัจจุบัน) 2,3 นอกจากนี้แล้วยังมีคำว่า “ พยาธิ (พะ-ยาด) ” ที่แปลว่าโรคผิวหนังจำพวกหนึ่งไว้ด้วย ถ้าให้คำอ่านไว้ด้วย จะช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจและอ่านได้ถูกต้อง ตารางที่ 1 แสดงคำอ่านที่น่าจะถูกต้องของคำว่า “ พยาธิ ” ที่แสดงไว้ในหมวดคำดังกล่าวของตำราศัพท์แพทย์ไทย อย่างไรก็ดีบางคำไม่สามารถให้คำอ่านที่ชัดเจนได้เพราะคำอธิบายที่ให้ไว้ในตำราศัพท์แพทย์ไทยไม่เพียงพอสำหรับพิจารณา นอกจากนี้คำอ่านสำหรับบางคำที่ให้ไว้ในตารางที่ 1 นี้อาจไม่ถูกต้องได้ถ้าหากมีคำอธิบายเพิ่มเติมต่างไปจากที่ปรากฏ เพราะเป็นสิ่งสำคัญมากในการอ่านออกเสียงคำพ้องที่ต้องทราบความหมายของคำที่ปรากฏ (ในที่นี้คือ คำว่า “ พยาธิ ” ) ส่วนใหญ่แล้วต้องสังเกต “ บริบท ” ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น

ในบทความเรื่อง “ พยาธิวิทยา (pathology)” – คำที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรมไทยนั้น 6 ได้แสดงวิธีการสืบค้นคำว่า “ พยาธิ ” ในความหมายของความเจ็บไข้ (พะ-ยา-ทิ) และตัวพยาธิ (พะ-ยาด) โดยเฉพาะการค้นหาคำที่อาจมีความหมายเกี่ยวกับตัวพยาธิ เช่น “ หนอน ” “ หนอนพยาธิ ” “ ตัว ” “ ตัวตืด ” “ ตืด" “ จี๊ด ” “ ตัวจี๊ด ” “ ปรสิต ” “ ปาราสิต ” “ กิมิชาติ ” หรือแม้แต่ “ เชื้อ ” “ เชื้อโรค ” ในพจนานุกรมไทยที่มีมาแต่ครั้งอดีตเท่าที่จะหาได้ในห้องสมุดศิริราช รวมทั้งอักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล 17 พจนานุกรม (ร.ศ. 120) ฉบับกรมศึกษาธิการ 21 ปทานุกรม กรมตำรา กระทรวงธรรมการ 5 ตลอดจนตำราแพทย์ศาสตรสงเคราะห์ 20 และตำราแพทย์ตำบล 22 คำว่า “ พยาธิ ” ในพจนานุกรม (ร.ศ. 120 ) ฉบับกรมศึกษาธิการ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2444 ให้ความหมายว่า “ ป่วย ไข้ เจ็บ ” โดยไม่บอกวิธีอ่าน แต่ไม่มีความหมายของ “ พะ-ยาด ” สำหรับตัวพยาธิ อาจกล่าวได้ว่า ก่อนปี พ.ศ. 2434 นั้นไม่สามารถสืบค้นหาหลักฐานว่า มีการใช้คำว่า “ พยาธิ ” สำหรับตัวพยาธิ อาจมีผู้สงสัยว่า เหตุใดผู้นิพนธ์จึงใช้ปี พ.ศ. 2434 (ร.ศ. 110) แทนที่จะเป็นปี พ.ศ. 2444 (ร.ศ. 120) เป็นเพราะในคำนำของปทานุกรม กรมตำรา กระทรวงธรรมการ 5 ได้กล่าวถึงพจนานุกรม (ร.ศ. 120 ) ฉบับกรมศึกษาธิการซึ่งมีมาก่อนว่า พิมพ์สำเร็จเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2434 (ร.ศ. 110) และต่อมาพิมพ์เป็นครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2444 (ร.ศ. 120)

อย่างไรก็ดี เมื่อได้ใช้อักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล 17 มากขึ้น ก็เข้าใจถึงซับซ้อนในการเรียบเรียงคำที่แตกต่างไปจากพจนานุกรมทั่วไป ตามที่ได้แจ้งไว้ในคำนำของแม้นมาส ชวลิต แห่งองค์การค้าคุรุสภา ซึ่งได้จัดพิมพ์อักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล เลียนแบบของเดิมทุกประการดังนี้ “ อนึ่ง การเรียบเรียงคำก็แตกต่างจากพจนานุกรมที่ทำขึ้นตอนหลัง หนังสือนี้เรียงคำตามลำดับตัวพยัญชนะ และตามลำดับสระและมาตราตัวสะกดในไวยากรณ์คือ แม่ ก กา แม่กก กง กด กน กบ กม เกย เกอว ในการค้นคำ จึงต้องนึกถึงหลักนี้ไว้ ” แม้ว่าจะได้ค้นคำต่างๆ ที่คิดว่าเกี่ยวข้องและน่าจะครอบคลุมการสืบค้นคำที่เกี่ยวกับ “ พยาธิ (พะ-ยา-ทิ) ” กับ “ พยาธิ (พะ-ยาด) ” หมดแล้วจนให้ข้อสรุปไปข้างต้นเกี่ยวกับการปรากฏของคำว่า “ พยาธิ (พะ-ยาด) ” แล้วก็ตาม ผู้นิพนธ์ก็ต้องประหลาดใจเมื่อค้นพบคำว่า “ ตืก ” ( สะกดด้วยอักษร “ ก ” และออกเสียงยาวกว่าคำว่า “ ตึก ” ) ในอักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล 17 หน้า 242 สดมภ์ซ้าย แปลว่า “ ตัวพยาธิ, เปนชื่อสัตว์อย่างหนึ่งที่อยู่ในท้องคนแลสัตว์ทั้งปวง, เหมือนอย่างตัวไส้เดือนนั้น ” (ไม่มีคำอ่านให้ไว้ จึงไม่ทราบว่า จะให้อ่านว่า “ ตัว-พะ-ยา-ทิ ” หรือ “ ตัว-พะ-ยาด ” ) ขณะที่เดิมพบคำว่า “ ตืด ” ( สะกดด้วยอักษร “ ด ” ) ซึ่งอยู่หน้า 248 สดมภ์ขวา แปลว่า “ เปนชื่อกลิ่นเหม็นอย่างหนึ่ง, เช่น กลิ่นปลาย่างที่ทิ้งไว้นานจนเปนสมวนฤๅการตะหนี่นั้น ” และไม่ได้หมายถึง “ ตัวตืด ” แต่อย่างใด เมื่อลองไล่คำทั้งหมดที่สะกดด้วย “ พะ ” และ “ พยา ” ตลอดจนคำทุกคำที่ขึ้นด้วย “ พ ” และ “ ตัว ” ก็พบแต่คำว่า “ พะยาธิ ” เท่านั้น ไม่พบคำว่า “ ตัวพยาธิ ” หรือ “ พยาธิ ” เลย นอกจากนี้ยังได้ลองค้นหาคำว่า “ ตืก ” ในพจนานุกรมและตำราอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ก็ไม่พบคำว่า “ ตืก ” เลย แต่พบว่า “ ตืด ” มีความหมายเพิ่มขึ้นจาก “ กลิ่นเหม็น ” ในอักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล 17 หรือ “ กลิ่นไม่ดี, กลิ่นสาบๆ ” ในพจนานุกรม (ร.ศ. 120) ฉบับกรมศึกษาธิการ 21 โดยในปทานุกรม กรมตำรา กระทรวงธรรมการ 5 ยังแปลว่า “ ตืด – ตัวโรคอยู่ภายในกะเพาะอาหารชะนิดหนึ่ง ตัวแบนๆ เป็นปล้องๆ และยาว ” ซึ่งหมายถึง “ ตัวตืด" ที่รู้จักกันดี (สังเกตว่า “ กะเพาะอาหาร ” ไม่มีตัว “ ร ” และ “ ชะนิด ” มีสระอะ ตามที่ปรากฏในปทานุกรมในสมัยนั้น) มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ในปี พ.ศ. 2416 ที่อักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล 17 พิมพ์เสร็จนั้น เรียก “ ตัวตืด ” ในสมัยนั้นว่า ตัว “ ตืก ” ( สะกดด้วย ก) ต่อมาเรียกเพี้ยนไปเป็นตัว “ ตืด ” ในที่สุด

แต่เดิมผู้นิพนธ์คิดเพียงแต่จะสืบค้นหาคำเกี่ยวกับ “ พยาธิ (พะ-ยา-ทิ) ” และ “ พยาธิ (พะ-ยาด) ” ในพจนานุกรมไทยและตำราแพทย์โบราณเท่านั้น ต่อมาได้พบคำว่า “ ตัวพยาด ” ในคำแปลของคำว่า “parasite” ในคำภีร์สรรพพจนานุโยค เล่มที่ 3 ที่แต่งโดยนายแสมูเอ็ล ๎ เจ. สมิท ในปี พ.ศ. 2442 23 แต่ไม่พบคำว่า “ พยาธิ ” “ พยาธิวิทยา ” หรือ “ พยาธิแพทย์ ” ในคำแปลของคำว่า “pathognomonic” “pathogene” “pathology” หรือ “pathologist” ในตำราเล่มนี้เลย คำภีร์สรรพพจนานุโยค ( The Comprehensive Anglo-Siamese Dictionary) นี้เป็นพจนานุกรมภาษาอังกฤษไทยชุดใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น ปรากฏว่านายแสมูเอ็ล ๎ เจ. สมิท (Samuel John Smith) หรือหมอสมิธใช้เวลาทำอยู่ 30 ปีจึงจบทั้ง 5 เล่มในปี พ.ศ. 2451 หมอสมิธเป็นบุตรบุญธรรมของหมอสอนศาสนาในกรุงเทพฯ สามารถพูดเขียนภาษาไทยได้ จบการศึกษาระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตในวิชาอักษรศาสตร์จากประเทศสหรัฐอเมริกา 24 ผู้นิพนธ์เข้าใจว่า ในสมัยนั้นแม้ว่าจะไม่ปรากฏคำว่า “ พยาธิ ” ที่แปลว่าตัวพยาธิในพจนานุกรม (ร.ศ. 120) ฉบับกรมศึกษาธิการ 21 ซึ่งมีใช้ในสมัยนั้น หมอสมิธซึ่งคงไม่รู้ภาษาไทยลึกซึ้งนัก (แม้จะแต่งคำภีร์สรรพพจนานุโยคซึ่งเป็นพจนานุกรมภาษาอังกฤษไทยก็ตาม) คงอ่านคำว่า “ พยาธิ ” ที่ปรากฏในพจนานุกรม (ร.ศ. 120) ฉบับกรมศึกษาธิการ (ซึ่งแปลว่า “ ป่วย, ไข้, เจ็บ ” แต่ไม่ได้ให้คำอ่านไว้ ) เป็น “ พะ-ยาด ” และคงอ่านแบบอักษรนำที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้น สังเกตได้จากการเขียนคำว่า “ ตัวพยาด ” อย่างไรก็ดีหลักฐานชิ้นนี้แสดงว่าในสมัยนั้นมีการเรียกตัวพยาธิว่า “ ตัว-พะ-ยาด ” แล้ว

แม้ว่าจะไม่พบคำว่า “ เชื้อโรค ” ในอักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล 17 พจนานุกรม (ร.ศ. 120) ฉบับกรมศึกษาธิการ 21 ปทานุกรม กรมตำรา กระทรวงธรรมการ 5 ตลอดจนตำราแพทย์ศาสตรสงเคราะห์ 20 และตำราแพทย์ตำบล 22 ทั้งที่ในปี พ.ศ. 2425 โรแบร์ต โคค (Robert Koch) ได้เสนอ Koch's postulate ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการเชื่อมโยงเชื้อโรคชนิดใดชนิดหนึ่งเข้ากับโรคใดโรคหนึ่ง และก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี ลุย ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) ได้เสนอ the germ theory of disease 25,26 แต่มีหลักฐานในตำราแพทย์โบราณของไทยที่แสดงให้เห็นว่า แม้จะไม่มีกล้องจุลทรรศน์ให้ตรวจหาเชื้อโรค แต่จากการสังเกตด้วยตาเปล่า มีการบันทึกเกี่ยวกับ “ มีตัว ” หรือ กิมิชาติ, หนอน, ไส้เดือน, งูเล็ก, อุปปาติกะ, ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในร่างกายของคนและสัตว์ ก่อให้เกิดพยาธิ (พะ-ยา-ทิ) หรือโรคภัยไข้เจ็บมานานแล้วในตำราแพทย์ศาสตรสงเคราะห์ 20 และตำราแพทย์ตำบล 22 ซึ่งได้กล่าวถึงชนิดของหนอนต่างๆ ในร่างกายถึง 80 ชนิดในบทว่าด้วย “ กิมิชาติและตานโจร ” (ตานขโมยในความหมายปัจจุบัน) 2,3 หนังสือแพทย์ศาสตรสงเคราะห์ 20 เป็นตำราแพทย์แผนไทยที่รวบรวมจากคัมภีร์แพทย์โบราณชื่อ “ คัมภีร์ปฐมจินดา ” แต่งโดยพระฤาษีชีวกโกมารภัจ, พระฤาษีสิทธิ์ และนาไลยดาบศ 22 ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้กรมหมื่นภูบดีราชหฤทัย จางวางแพทย์และคณะ ทำการชำระรวบรวมคัมภีร์ปฐมจินดาให้ถูกต้องในปี พ.ศ. 2413 เก็บไว้ที่หอพระสมุดวชิรญาณ ต่อมาหม่อมเจ้าเจียกได้จัดพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2438 และพระยาพิศณุประสาทเวชได้รวบรวมพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือชื่อ “ แพทย์ศาสตรสงเคราะห์ ” ในปี พ.ศ. 2450, 2452 และ 2457 รวม 3 ครั้ง และมหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) ได้นำมาเขียนไว้ในตำราแพทย์ตำบลโดยผนวกกับความรู้แพทย์แผนปัจจุบันให้ทันสมัยขึ้น 20,22 ทำให้เราทราบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2413 เป็นต้นมา แพทย์แผนไทยคงทราบอยู่บ้างแล้วว่า โรคภัยไข้เจ็บบางชนิดมีสาเหตุมาจาก “ มีตัว ” ซึ่งก่อให้เกิด "พยาธิ (พะ-ยา-ทิ) ” ดังนั้นอาจมีการเรียกตัวพยาธิที่ก่อให้เกิดโรคว่า “ ตัว-พะ-ยา-ทิ ” ก็ได้ และอาจมีผู้ที่ไม่รู้ภาษาดีนักในสมัยนั้นอ่านว่า “ ตัวพยาด ” ดังเช่นหมอสมิธก็เป็นได้

โดยสรุปความสับสนระหว่างคำว่า “ พยาธิ (พะ-ยา-ทิ) ” กับ “ พยาธิ (พะ-ยาด) ” ยังคงมีต่อไปจนกว่าจะมีการค้นพบเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ในอดีตที่เก่ากว่าที่ได้แสดงมาทั้งหมดนี้ การให้คำอ่านไว้ดูเหมือนจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายที่ต้องการได้ดีขึ้นตลอดจนอ่านได้อย่างถูกต้องด้วยดังที่ได้แสดงไว้ในตารางที่ 1 แต่ในทางปฏิบัตินั้นอาจไม่ได้พิจารณาว่าจะเป็นปัญหาในอนาคต คงเห็นได้จากในอดีตที่อาจจะมีแต่คำว่า “ พยาธิ (พะ-ยา-ทิ) ” เท่านั้นตามที่มาของคำซึ่งมาจากภาษาบาลี ผู้เขียนในสมัยนั้นอาจเข้าใจว่าทุกคนอ่านว่า “ พะ-ยา-ทิ ” อยู่แล้ว จึงไม่ได้ให้คำอ่านไว้ แต่เมื่อมีผู้ไม่รู้ภาษาบาลีมาพบเข้า อาจอ่านว่า “ พะ-ยาด ” ได้ และพวกเราในปัจจุบันเมื่อได้มีโอกาสอ่านเอกสารโบราณเหล่านี้ย่อมมีปัญหาในการเลือกอ่านระหว่าง “ พยาธิ (พะ-ยา-ทิ) ” กับ “ พยาธิ (พะ-ยาด) ” อย่างแน่นอน และด้วยเหตุที่ภาษาไทยต่างจากภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่ตายแล้ว เราจึงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การอ่าน หรือแม้แต่ความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย

**เพิ่มเติม : ปทานุกรม กรมตำรา กระทรวงธรรมการ 5 มีคำที่ไม่ปากฎในพจนานุกรมปัจจุบัน ที่อ่าน “ พฺยาด ” คือ “ พยาธ ” (ไม่มีสระอิกำกับ) แปลว่า ผู้แทงหรือพราน และ “ พยาตต์ ” แปลว่า ผู้เรียน, ผู้รู้, งาม, น่าดู, ฉลาด, หรือเฉียบแหลม นอกจากนี้แล้วผู้เฒ่าผู้แก่ ในจังหวัดเชียงรายเรียกความเจ็บไข้ว่า “ พะยาด ” ตามคำยืนยันของศาสตราจารย์ นายแพทย์ วิญญู มิตรานันฑ์ พยาธิแพทย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งมีพื้นเพเป็นชาวเชียงราย และแพทย์หญิงสุษมา อุปรา พยาธิแพทย์ในจังหวัดเชียงราย

References
1. กำชัย ทองหล่อ. หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ: บำรุงสาสน์, 2533.
2. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, 2546.
3. สำนักพิมพ์มติชน. พจนานุกรม ฉบับมติชน. กรุงเทพฯ: พิฆเณศพริ้นท์ติ้งเซ็นเตอร์, 2547.
4. ประเสริฐ ปาจรีย์. พยาธิวิทยา. ใน: ราชบัณฑิตยสถาน. สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 20 ฝาเรือน-พานทอง. กรุงเทพฯ: ไทยมิตรการพิมพ์, 2529:12698.
5. กรมตำรา กระทรวงธรรมการ. ปทานุกรม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมตำรา กระทรวงธรรมการ, 2470.
6. สัญญา สุขพณิชนันท์. “พยาธิวิทยา (pathology)” – คำที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรมไทย. สารศิริราช 2548;57:364-9.
7. นายแพทย์บารนส์. โรคพยาธิ์ปากขอ. จดหมายเหตุทางแพทย์ของสภากาชาดสยาม 2461;1:512-24.
8. เฉลิม พรมมาส. การปราบโรคพยาธิ์ปากขอที่เกาะตรินิแดด (Trinidad). จดหมายเหตุทางแพทย์ของสภากาชาดสยาม 2466;6:60-82.
9. เฉลิม พรมมาส. โรคพยาธิตับ ปอด และมะดูราฟุต. จดหมายเหตุทางแพทย์ของแพทยะสมาคมแห่งกรุงสยาม 2471;11:67-77.
10. ขุนศรีภิษัช. พยาธิ์ปล้อง (cestodes). จดหมายเหตุทางแพทย์ของแพทยสมาคมแห่งกรุงสยาม 2478;18:293-309.
11. สวัสดิ์ แดงสว่าง. โรคพยาธิ์ตัวจี๊ด, วงจรชีวิตของพยาธิ์ตัวจี๊ด และการติดต่อ (Gnathostomiasis: the life-cycle of Gnathostoma spinigerum and methods of transmission). จดหมายเหตุทางแพทย์ของแพทยสมาคมแห่งกรุงสยาม 2480;20:116-46.
12. ประดิษฐ์ ตัณฑ์สุรัตน์. อาหารบางอย่างที่นำโรคพยาธิตัวจี๊ด (Gnathostoma spinigerum) มาสู่คน. จดหมายเหตุทางแพทย์ของแพทยสมาคมแห่งกรุงสยาม 2481;21:570-89.
13. สวัสดิ์ แดงสว่าง, มนตรี มงคลสมัย. รายงานคนไข้เด็กรายหนึ่งเป็นโรคพยาธิใบไม้ลำไส้ (a case of Fasciolopsiasis buski). จดหมายเหตุทางแพทย์ของแพทยสมาคมแห่งกรุงสยาม 2484;24:453-65.
14. ประจักษณ์ ทองประเสริฐ. พยาธิ์ไส้เดือนตัวกลมกับศัลยกรรม. สารศิริราช 2492;1:8-16.
15. วีกิจ วีรานุวัตติ์. ถุงน้ำในตับซึ่งไม่ใช่เกิดจากตัวพยาธิ์. สารศิริราช 2495;4:650-8.
16. มานิต มานิตเจริญ. พจนานุกรมไทย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพ: เอกศิลปะการพิมพ์, 2514.
17. องค์การค้าคุรุสภา. อักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล พ.ศ. 2416. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2514.
18. ราชบัณฑิตยสถาน. หลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและเครื่องหมายอื่นๆ หลักเกณฑ์การเว้นวรรค หลักเกณฑ์การเขียนคำย่อ เอกสารเผยแพร่ชุดที่ 4 เนื่องในวันสถาปนาราชบัณฑิตยสถาน 31 มีนาคม 2530. พิมพ์ครั้งที่ 5 (แก้ไขเพิ่มเติม). กรุงเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน, 2533:53
19. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. ศัพท์แพทย์ไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: บริษัท ประชาชน จำกัด, 2546:145-8.
20. พระยาพิศณุประสาทเวช. แพทย์ศาสตรสงเคราะห์ เล่ม 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พฤฒิบาศ, 2457.
21. กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. พจนานุกรม (ร.ศ. 120) ฉบับกรมศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2541.
22. มหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช). แพทย์ตำบล เล่ม 2 เรื่องการรักษาเด็ก. กรุงเทพฯ: ไม่ปรากฏสำนักพิมพ์, 2470.
23. แสมูเอ็ล๎ เจ. สมิท. คำภีร์สรรพพจนานุโยค: ได้แปลออกมาจากสับท์อิงคลิช์เปนสยามภาษาตั้งแต่อักษร A จนจบ Z. เล่ม 3 I-P. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542:892.
24. ส. พลายน้อย. หมอปลัดเล. กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2548:140-51.
25. McAdam AJ, Sharpe AH. Infectious diseases. In: Kumar V, Abbas AK, Fausto N, eds. Robbins and Cotran Pathologic Basis of Disease, 7th ed. Philadelphia: Elsevier Saunders, 2005:344.
26. ราชบัณฑิตยสถาน. ศัพท์วิทยาศาสตร์ อังกฤษ-ไทย ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 5 (แก้ไขเพิ่มเติม). กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์, 2546.

Print this page

 
Copyright © 2005-2008 Siriraj Medical Journal